Piyapat's profileBeneath the pale moonlig...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
September 24 Selamat Jawa, Sawastrien Satru Bali Session IIIวันที่เจ็ด
ออกเดินทางตั้งแต่เจ็ดโมงเพราะเราต้องไปขึ้นรถไฟตอนแปดโมงกว่าเพื่อไปสุราบาย่า
แท็กซี่พาเรามาส่งที่สถานีรถไฟที่เดิมกับที่เรามาซื้อตั๋วเมื่อวาน
รถไฟที่เรานั่งเป็นแบบDeluxeเบาะนั่งสบายปรับเอนได้ มีที่ตั้งเท้าเหมือน24ที่นั่งรถทัวร์บ้านเรา
ก่อนรถไฟออกเราก็รีบขนเสบียงกันตรงร้านที่สถานีนั่นแหละ
ซื้อไปราวๆ500บาทไทย
ไอตอนซื้อก็จ่ายเป็นรูเปีย ไม่ยักกะนึกว่าแพงแต่พอคำณวนเป็นเงินไทย บ้าระห่ำซื้อไปได้ไง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกขนมทั้งน้าน
มีข้าวราดแกงเป็นอาหารเช้า
รถไฟออกได้ซักพัก ก็มีคนเอาผ้าห่มมาเดินแจก เพราะอากาศในรถไฟถือว่าเย็นสบาย เราก็รับผ้าห่มเน่าๆมาใช้
บรรยากาศข้างทางก็เหมือนบ้านเรา มีทุ่งนาสลับกับบ้านตามชนบท
หลับแล้วหลับอีก สลับกับเสียงไอจามของคนอินโด พวกเราต้องงัดผ้าปิดปากปิดจมูกมาใช้เหมือนเคย
ในรถไฟมีทีวีเปิดเพลงสากลดูดี
วิ่งไปได้ซักสองชั่วโมง อากาศเปลี่ยนคราฟ โคตรร้อน ผ้าห่มต้องเอามากองไว้ข้างๆ
เหงื่อไคลเริ่มไหล ทีวีที่เป็นเพลงสากล กลับกลายเป็นเพลงลูกทุ่งภาษาอินโด มีผุ้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยมาเต็นโคโยตี เออ ของแปลก
รถไฟวิ่งไปได้สี่ชั่วโมง ห้าชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึง จริงๆใช้เวลาห้าชั่วโมต้องถึงแล้วจิ
เออ รถไฟดีเลเหมือนบ้านเราไม่ผิดเพี้ยน เริ่มรู้สึกเข็ดแล้วกับการนั่งรถไฟ
อากาศยิ่งร้อนเพราะบ่ายโมงแล้ว เริ่มต้องงัดกระดาษขึ้นมาพัดดับร้อน
ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่มาเก็บตังค์ค่าผ้าห่ม เออเจียจิง ผ้าห่มร้ายๆยังเก็บตังตูอีก 3.000 IDR
เพื่อนตูเริ่มรมเสีย เลยคิดจาหาของฝาก มันจัดการพับเก็บผ้าห่มเข้ากระเป๋า
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง รถไฟถึงสุราบาย่า แต่ไม่ใช่สถานีที่เราจะลง
ไม่นานก็มีพนักงานมาเก็บผ้าห่ม ทำไงดีฟะ ผ้าห่ม
ตูหยิบของตูให้ก่อน เหงื่อแตก แล้วก็ทำทีเรียกเพื่อนข้างๆเพื่อเลี่ยงความสนใจเจ้าหน้าที่
เพื่อนตูมันก็ทำเป็นยัดกระเป๋าไปใต้เก้าอี้แล้วค่อยๆดึงผ้าห่มออกมา
เจ้าหน้าที่อินโดทำหน้าเขียวใส่ เออ แล้วไง อิอิ แต่มันก็ไม่ได้ทำไร
เราถึงสถานีปลายทาง สุราบาย่า กูเบง
ลงจากรถเราก็ต้องหาแท็กซี่ต่อไป Cemoro Lawang Village ที่ Probolinggo ขณะนี่เป็นเวลาบ่ายสอง
ใช้เวลาเดินทางอีกสามชั่วโมง ดีที่เรานั่งรถไฟมา ถ้าเราเลือกนั่งรถทัวร์ใช้เวลาสิบสองชั่วโมง คงเมื่อยแย่
เราเช้ารถจากสถานีรถไฟราคา600.000คนขับรถมาส่งเรากันเต็ม เออ งง ทำไมต้องทำยังกะตูเป็นดาราเป็นคนสำคัญ หรือว่าเห็นพวกตูรวย
ตั่งแต่มาเที่ยวรู้สึกตัวเองเป็นเศรษฐียังไงก็ไม่รู้ แจกทิปเป็นว่าเล่น
จ่ายตังเป็นแสนๆล้านๆ
คนขับรถของเราเป็นคุณลุง พูดอังกฤษไม่ได้ ยิ้มแล้วก็หัวเราะอย่างเดียว
เมืองสุราบาย่า ถือว่าเจริญทีเดียว เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจของอินโด
มีแต่รถบรรทุกเต็มไปหมด
คุณลุงเริ่มโชว์ลีลาขับแซงซ้ายแซงขวา ซ้ายขวาซ้าย ไม่กลัวเกรงรถบรรทุกใดๆ
ออกเสตปอย่างมือโปร
แต่พวกตูนี่ซิ ได้แต่นั่งเกรง พร้อมๆกับช่วยลุงเบรค ตลอดทาง
ไม่มีใครได้หลับได้นอน ยิ่งแกแซง พวกตูก้หัวเราะ เพราะกลัว
แกยิ่งได้ใจ นึกว่าเราคงชอบ ออกเสตปเพิ่มอีก พระเจ้าช่วย เกร็งจนปวดท้อง หัวเราะจนน้ำตาไหล เพราะกลัว
ผ่านไปสองชั่วโมงยังไม่เห้นเขาสักลูก
มีแต่ชุมชน ที่ยังกะ บอมเบย์ที่อินเดีย
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เริ่มเป็นทางไต่ขึ้นเขา
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยน อากาศเริ่มหนาว บรรยากาศเปลี่ยนจากบอมเบย์เป็นสวิสผสมเนปาล
สวรรค์ สวรรค์แท้ๆ ปางอุ๋ง ปาย ชิดซ้ายไปเลยคราฟ
พวกเรารู้สึกเสียดายที่มาเจอที่นี่ช้าไป อยากจะเลื่อนไฟล์ทกลับบ้านกันไปเลย
คุณลุงขับพาเราไปที่พักที่เราจองไว้ Cemara Indah
ไปถึงก็ห้าโมงเย็น อากาศหนาวมาก แสงอาทิตย์เริ่มบอกลาเรา
ทางโรงแรมเตรียมทุกอย่างไว้ให้แล้ว เพราะอีเมลคุยกับAndry ไว้
ราคาที่พัก230.000ต่อห้อง
คราวนี้ก็คุยกันเรื่องทริปพรุ่งนี้ ราคาเช่ารถไปทัวร์350.000
ค่าเข้าอุทยานคนละ25.000
ขี่ม้าขึ้นภูเขาไฟ อันนี้เพราะความไฮโซ อิอิ คนละ 90.000ต่อรองราคาแล้วหกคน500.000
ค่าเช้าแจคเก็ตหนาๆคนละ25.000 อันนี้แนะนำ เพราะหนาวจริง ลำพังเสื้อหนาวที่เอาไป เอาไม่อยู่
แล้วก็จ่ายค่ารถกลับไปสนามบินพรุ่งนี้600.000
เคลียร์ค่าใช้จ่ายหมดก็แยกย้ายไปเก็บของ ก่อนมานั่งทานอาหารเย็นร่วมกัน
อาหารอินโดมื้อนี้ ถือว่า อร่อยเหาะ อร่อยที่สุดของทริปนี้ อาหารดูดี รสชาติอร่อยมาก
เป็นการแฟรเวลที่ดีที่สุด เพราะเราได้กินอาหารดีๆในที่ที่สวยที่สุด
จบมื้ออาหารเราก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำนอน
เพราะพรุ่งนี้เรามีนัดทัวร์กันตอนตีสาม
วันที่แปด
ตื่นกันตอนตีสองกว่าเพื่อทริปตีสามของเรา
เรานั่งรถจิปลงเขาไปใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง มองไม่เห็นข้างทางเท่าไหร่ แต่รู้สึกกลิ่นขี้เถ้าแตะจมูกตลอด
รถค่อยๆไต่ขึ้นเขาอีกครั้ง จนมาจอดที่แห่งหนึ่ง เป็นจุดชมวิว
ลมแรงมาก หนาวสุดๆ
เรามานั่งรอที่จุดชมวิว ซักพักเกาะมีนักท่องเที่ยวทยอยมา แต่ไม่ยักกะมีคนไทย
มีแต่ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น รุ่นๆเราทั้งน้าน
ประมาณตีห้า แสงแรกของวันเริ่มสาดส่อง
โอ้ว ว้าว............................ภาพสวรรค์บนดิน ตรงหน้าค่อยๆปรากฏขึ้น
บรรยายไม่ได้จริงๆ
ภาพภูเขาไฟBromoที่ยังพ้นควัน มีBatokที่ดับแล้วอยู่ด้านหน้า มีKursiอยู่ด้านหลัง และ Semeruสูงเสียดฟ้าพ้นควันอยู่ไกลๆ
พร้อมทิวสนที่จับแสงแรกเป็นทุ่งสีทอง ตัดกับขอบฟ้าสีสดใส
แค่ภาพถ่ายไม่สามารถจับความงามของธรรมชาติมาได้หมด ต้องสัมผัส และเห็นด้วยตานะคราฟ
จากจุดชมวิว เราลงเขาเพื่อไปเยือนBromoที่รอเราอยู่
ระหว่างทาง บรรยากาสเกินบรรยายอีกแล้ว รถวิ่งผ่านทิวสน ค่อยๆไต่ลงจากเขา
ลงมาเราก็เจอทุ่งหญ้าซาฟารี เปลี่ยนบรรยากาศเป็นแอฟริกา
รถจิปพาเรามาส่งที่ตีนเขาBatok มีฝูงม้ารอเราอยู่ที่นี่
ไปถึงเราก็มองหาSnelyเจ้าของฝูงม้า
แล้วก็แยกย้ายกันขึ้นมาเพื่อไต่ขึ้นโบรโม
ม้าของตูเป็นม้าสีขาว ท่าทางเชื่องแล้วก็ว่าง่าย
ก่อนกระโดดขึ้นม้า ตูเอามือลูบหัวมันก่อน เพื่อทักทายมันอย่างเป็นมิตร
มันค่อยๆไต่ขึ้นเขา พื้นทางเดินเป็นขี้เถ้าภูเขาไฟ กลิ่นกำมะถันเริ่มแตะจมูกเรื่อยๆ
เจ้ามาสีขาวมาจอดส่งเราตรงตีนสะพาน
เราต้องเดินขึ้นสะพานไปยังปากปล่องภูเขาไฟ
เดินเหนื่อยเอาการ เพราะอากาศเบาบาง
ระหว่างทางก็มีคนท้องถิ่นมาขาย ช่อดอกไม้สวยๆ เค้าบอกให้อธิฐานแล้วโยนลงไปในภูเขาไฟ
บนปล่องภุเขาไฟมีควันโพยพุ่งขึ้นมาตลอด ภูเขาแข็งเป็นหิน ไม่อยากจะนึกถ้าตกลงไป
อือ หันไปมองอีกด้าน เป็นทางที่เราขี่ม้ามา สวยงามไม่แพ้กัน เป็นที่ราบทุ่งหญ้าสลับเถ้า ด้านหน้าเป็นเทือกเขาสีเขียวตัดกับขอบฟ้า มีBatokสีเหลืองทองอยู่ข้างๆ
เรามีเวลาทรึมซับความงามไม่มาก เพราะแปดโมงเราต้องออกเดินทางต่อ
พวกเรากลับมาโรงแรมเพื่อทานอาหารเช้าที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ เราเลือกเส็ดข้าวผัดนาซิโกแรงที่คุ้นเคย เพื่อความอยู่ท้อง
เรามีเวลาถ่ายรูปอีกนิดก่อนเดินทางกลับตอนแปดโมง
ไม่อยากบอกลาดินแดนแห่งสรวงสวรรค์แห่งนี้เลย ทุกคนต่างพร่ำเพ้อ
เราใช้เวลาเดินทางไปสนามบินสุราบาย่าเพียงสามชั่วโมง
แต่คนขับดูเหมือนจะไม่เร่งรีบ หรือว่ารถมันสบายกว่าเมื่อวาน เลยดูไม่ตื่นเต้นก้เป็นได้
เกือบสิบเอ้ดโมงแล้ว ไม่มีวี่แววสนามบิน
คนขับบอกว่ามาทางลัด แล้วอยู่ดีๆ แกก้มาจอดรถที่มินิมาร์ทเพราะหิวน้ำ
พวกเราก็บ่นพึมพำเพราะกลัวตกเครื่อง ด่าว่าคนขับกันไปต่างๆนาๆ
ไม่ถึงห้านาที ขับออกจากซอยก้เจอป้ายสนามบิน อิอิ ต้องขอโทษคุณลุงคนขับด้วยนะคราฟ
สนามบินสุราบาย่ากว้างใหญ่ทีเดียว หมายถึงบริเวณนะครับ ไม่ใช่ตัวอาคาร
เครื่องออกตอนประมาณเที่ยงครึ่งใช้เวลาสองชั่วโมง
จริงๆแล้วเราจองเครื่องไว้ตอนบ่ายสาม แต่มันดีเลย์ ทำให้เราต่อเครื่องที่KLตอนหนึ่งทุ่มไม่ทัน
เราจึงจำใจต้องขอเปลี่ยนไฟล์ทให้เร็วขึ้น ทำให้เวลาเราที่โบรโมลดน้อยลง โทษเค้าซะงั้น
เครื่องเที่ยวนี้คนน้อยมาก ผู้โดยสารประมาณครึ่งลำ
เลยนั่งกันสบายเลยทีเดียว นั่งไปซักพักก้ได้ยินลูกเรือพูดมึงกูกัน
อะจ้า เจอคนบ้านเดียวกันให้แล้ว เป้นสจ๊วดกะแอรคู่นึง ได้ทีเลยชวนพุดภาษาไทยกันเลย
กะจะใช้ตังอินโดให้หมดเลยกินมาม่าบนเครื่องซะเลย
นอนไปได้ซักพัก สจ๊วดไทยซึ่งเป็นPurserของเครื่องก็สร้างบรรยากาศ ให้ผู้โดยสารตื่นมาเล่นเกมส์
โดยจะถามคำถาม แล้วก็ให้ผู้โดยสารกดปุ่มตอบ
คำถามแรก What's this flight number?
ตุรีบกด เลยเป้นตุ ต้องเดินออกไปตอบคำถาม
สจ๊วดมันให้แนะนำตัว พาเราบอกว่ามาจากไทย มันก็วี๊ดวิ๊วใหญ่ ประมาณ "คนบ้านเดียวกัน แค่มองตากันก็เค้าใจดี"
ของรางวัลที่ได้เป็นกระดาษโน๊ตพร้อมปากกาจิ๋ว
คำถามที่สองเราก็รุ่นให้เพื่อนกดได้ คราวนี้เป็นลูกเรืออินโดถาม ฟังไม่เข้าใจ อินเดียข้างหน้ามันก็ท้วงให้พูดอังกฤษ
สรุปคำถามเรื่องราคาแพคเกจtransformerสรุปก้ได้คนอินโดตอบ
คำถามสุดท้ายสจ๊วดคนเดิมให้ออกมาร้องเพลง
อินเดียรีบกด แล้วก็ออกมาร้องเพลงชาติมัน อืออือ ได้รางวัลเป็นไข่ของเล่นซักอย่าง
สจ๊วดไทยยังคันได้อีก บอกว่า totally you have three eggs now. อิอิ ทะลึ่งข้ามประเทศเลยนะ
เรามาถึงKLตอนสี่โมงเย็oเพราะเวลาที่นี่เร็วกว่าสุราบาย่าหนึ่งชั่วโมง
แล้วก้ตระเวณอยู่ในLCCTที่คุ้นเคย หาข้าวกิน เดินชอป ดูของ
เรามีไฟล์ทออกจากKLกลับภูเก็ตตอนสองทุ่มครึ่ง
ไฟล์ทนี้คนเยอะมาก แอบภูมิใจเล็กๆ มีคนมาเที่ยวบ้านเราเยอะนะเนี๊ยะ เกือบเต็มไฟล์ทเลยทีเดียว
มาถึงภูเก็ตสองทุ่มครี่งครับ
Happy Ending
Comments (1)
TrackbacksThe trackback URL for this entry is: http://blackmoon0.spaces.live.com/blog/cns!F7D5C80C557F7174!4226.trak Weblogs that reference this entry
|
|
|