Piyapat's profileBeneath the pale moonlig...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
Beneath the pale moonlighthow very far apart we are, it helps to think we're sleeping underneath the same big sky |
|||||
|
September 24 Selamat Jawa, Sawastrien Satru Bali Session IIIวันที่เจ็ด
ออกเดินทางตั้งแต่เจ็ดโมงเพราะเราต้องไปขึ้นรถไฟตอนแปดโมงกว่าเพื่อไปสุราบาย่า
แท็กซี่พาเรามาส่งที่สถานีรถไฟที่เดิมกับที่เรามาซื้อตั๋วเมื่อวาน
รถไฟที่เรานั่งเป็นแบบDeluxeเบาะนั่งสบายปรับเอนได้ มีที่ตั้งเท้าเหมือน24ที่นั่งรถทัวร์บ้านเรา
ก่อนรถไฟออกเราก็รีบขนเสบียงกันตรงร้านที่สถานีนั่นแหละ
ซื้อไปราวๆ500บาทไทย
ไอตอนซื้อก็จ่ายเป็นรูเปีย ไม่ยักกะนึกว่าแพงแต่พอคำณวนเป็นเงินไทย บ้าระห่ำซื้อไปได้ไง ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกขนมทั้งน้าน
มีข้าวราดแกงเป็นอาหารเช้า
รถไฟออกได้ซักพัก ก็มีคนเอาผ้าห่มมาเดินแจก เพราะอากาศในรถไฟถือว่าเย็นสบาย เราก็รับผ้าห่มเน่าๆมาใช้
บรรยากาศข้างทางก็เหมือนบ้านเรา มีทุ่งนาสลับกับบ้านตามชนบท
หลับแล้วหลับอีก สลับกับเสียงไอจามของคนอินโด พวกเราต้องงัดผ้าปิดปากปิดจมูกมาใช้เหมือนเคย
ในรถไฟมีทีวีเปิดเพลงสากลดูดี
วิ่งไปได้ซักสองชั่วโมง อากาศเปลี่ยนคราฟ โคตรร้อน ผ้าห่มต้องเอามากองไว้ข้างๆ
เหงื่อไคลเริ่มไหล ทีวีที่เป็นเพลงสากล กลับกลายเป็นเพลงลูกทุ่งภาษาอินโด มีผุ้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยมาเต็นโคโยตี เออ ของแปลก
รถไฟวิ่งไปได้สี่ชั่วโมง ห้าชั่วโมงแล้วก็ยังไม่ถึง จริงๆใช้เวลาห้าชั่วโมต้องถึงแล้วจิ
เออ รถไฟดีเลเหมือนบ้านเราไม่ผิดเพี้ยน เริ่มรู้สึกเข็ดแล้วกับการนั่งรถไฟ
อากาศยิ่งร้อนเพราะบ่ายโมงแล้ว เริ่มต้องงัดกระดาษขึ้นมาพัดดับร้อน
ไม่นานก็มีเจ้าหน้าที่มาเก็บตังค์ค่าผ้าห่ม เออเจียจิง ผ้าห่มร้ายๆยังเก็บตังตูอีก 3.000 IDR
เพื่อนตูเริ่มรมเสีย เลยคิดจาหาของฝาก มันจัดการพับเก็บผ้าห่มเข้ากระเป๋า
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง รถไฟถึงสุราบาย่า แต่ไม่ใช่สถานีที่เราจะลง
ไม่นานก็มีพนักงานมาเก็บผ้าห่ม ทำไงดีฟะ ผ้าห่ม
ตูหยิบของตูให้ก่อน เหงื่อแตก แล้วก็ทำทีเรียกเพื่อนข้างๆเพื่อเลี่ยงความสนใจเจ้าหน้าที่
เพื่อนตูมันก็ทำเป็นยัดกระเป๋าไปใต้เก้าอี้แล้วค่อยๆดึงผ้าห่มออกมา
เจ้าหน้าที่อินโดทำหน้าเขียวใส่ เออ แล้วไง อิอิ แต่มันก็ไม่ได้ทำไร
เราถึงสถานีปลายทาง สุราบาย่า กูเบง
ลงจากรถเราก็ต้องหาแท็กซี่ต่อไป Cemoro Lawang Village ที่ Probolinggo ขณะนี่เป็นเวลาบ่ายสอง
ใช้เวลาเดินทางอีกสามชั่วโมง ดีที่เรานั่งรถไฟมา ถ้าเราเลือกนั่งรถทัวร์ใช้เวลาสิบสองชั่วโมง คงเมื่อยแย่
เราเช้ารถจากสถานีรถไฟราคา600.000คนขับรถมาส่งเรากันเต็ม เออ งง ทำไมต้องทำยังกะตูเป็นดาราเป็นคนสำคัญ หรือว่าเห็นพวกตูรวย
ตั่งแต่มาเที่ยวรู้สึกตัวเองเป็นเศรษฐียังไงก็ไม่รู้ แจกทิปเป็นว่าเล่น
จ่ายตังเป็นแสนๆล้านๆ
คนขับรถของเราเป็นคุณลุง พูดอังกฤษไม่ได้ ยิ้มแล้วก็หัวเราะอย่างเดียว
เมืองสุราบาย่า ถือว่าเจริญทีเดียว เพราะเป็นเมืองเศรษฐกิจของอินโด
มีแต่รถบรรทุกเต็มไปหมด
คุณลุงเริ่มโชว์ลีลาขับแซงซ้ายแซงขวา ซ้ายขวาซ้าย ไม่กลัวเกรงรถบรรทุกใดๆ
ออกเสตปอย่างมือโปร
แต่พวกตูนี่ซิ ได้แต่นั่งเกรง พร้อมๆกับช่วยลุงเบรค ตลอดทาง
ไม่มีใครได้หลับได้นอน ยิ่งแกแซง พวกตูก้หัวเราะ เพราะกลัว
แกยิ่งได้ใจ นึกว่าเราคงชอบ ออกเสตปเพิ่มอีก พระเจ้าช่วย เกร็งจนปวดท้อง หัวเราะจนน้ำตาไหล เพราะกลัว
ผ่านไปสองชั่วโมงยังไม่เห้นเขาสักลูก
มีแต่ชุมชน ที่ยังกะ บอมเบย์ที่อินเดีย
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป เริ่มเป็นทางไต่ขึ้นเขา
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยน อากาศเริ่มหนาว บรรยากาศเปลี่ยนจากบอมเบย์เป็นสวิสผสมเนปาล
สวรรค์ สวรรค์แท้ๆ ปางอุ๋ง ปาย ชิดซ้ายไปเลยคราฟ
พวกเรารู้สึกเสียดายที่มาเจอที่นี่ช้าไป อยากจะเลื่อนไฟล์ทกลับบ้านกันไปเลย
คุณลุงขับพาเราไปที่พักที่เราจองไว้ Cemara Indah
ไปถึงก็ห้าโมงเย็น อากาศหนาวมาก แสงอาทิตย์เริ่มบอกลาเรา
ทางโรงแรมเตรียมทุกอย่างไว้ให้แล้ว เพราะอีเมลคุยกับAndry ไว้
ราคาที่พัก230.000ต่อห้อง
คราวนี้ก็คุยกันเรื่องทริปพรุ่งนี้ ราคาเช่ารถไปทัวร์350.000
ค่าเข้าอุทยานคนละ25.000
ขี่ม้าขึ้นภูเขาไฟ อันนี้เพราะความไฮโซ อิอิ คนละ 90.000ต่อรองราคาแล้วหกคน500.000
ค่าเช้าแจคเก็ตหนาๆคนละ25.000 อันนี้แนะนำ เพราะหนาวจริง ลำพังเสื้อหนาวที่เอาไป เอาไม่อยู่
แล้วก็จ่ายค่ารถกลับไปสนามบินพรุ่งนี้600.000
เคลียร์ค่าใช้จ่ายหมดก็แยกย้ายไปเก็บของ ก่อนมานั่งทานอาหารเย็นร่วมกัน
อาหารอินโดมื้อนี้ ถือว่า อร่อยเหาะ อร่อยที่สุดของทริปนี้ อาหารดูดี รสชาติอร่อยมาก
เป็นการแฟรเวลที่ดีที่สุด เพราะเราได้กินอาหารดีๆในที่ที่สวยที่สุด
จบมื้ออาหารเราก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำนอน
เพราะพรุ่งนี้เรามีนัดทัวร์กันตอนตีสาม
วันที่แปด
ตื่นกันตอนตีสองกว่าเพื่อทริปตีสามของเรา
เรานั่งรถจิปลงเขาไปใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง มองไม่เห็นข้างทางเท่าไหร่ แต่รู้สึกกลิ่นขี้เถ้าแตะจมูกตลอด
รถค่อยๆไต่ขึ้นเขาอีกครั้ง จนมาจอดที่แห่งหนึ่ง เป็นจุดชมวิว
ลมแรงมาก หนาวสุดๆ
เรามานั่งรอที่จุดชมวิว ซักพักเกาะมีนักท่องเที่ยวทยอยมา แต่ไม่ยักกะมีคนไทย
มีแต่ฝรั่ง จีน ญี่ปุ่น รุ่นๆเราทั้งน้าน
ประมาณตีห้า แสงแรกของวันเริ่มสาดส่อง
โอ้ว ว้าว............................ภาพสวรรค์บนดิน ตรงหน้าค่อยๆปรากฏขึ้น
บรรยายไม่ได้จริงๆ
ภาพภูเขาไฟBromoที่ยังพ้นควัน มีBatokที่ดับแล้วอยู่ด้านหน้า มีKursiอยู่ด้านหลัง และ Semeruสูงเสียดฟ้าพ้นควันอยู่ไกลๆ
พร้อมทิวสนที่จับแสงแรกเป็นทุ่งสีทอง ตัดกับขอบฟ้าสีสดใส
แค่ภาพถ่ายไม่สามารถจับความงามของธรรมชาติมาได้หมด ต้องสัมผัส และเห็นด้วยตานะคราฟ
จากจุดชมวิว เราลงเขาเพื่อไปเยือนBromoที่รอเราอยู่
ระหว่างทาง บรรยากาสเกินบรรยายอีกแล้ว รถวิ่งผ่านทิวสน ค่อยๆไต่ลงจากเขา
ลงมาเราก็เจอทุ่งหญ้าซาฟารี เปลี่ยนบรรยากาศเป็นแอฟริกา
รถจิปพาเรามาส่งที่ตีนเขาBatok มีฝูงม้ารอเราอยู่ที่นี่
ไปถึงเราก็มองหาSnelyเจ้าของฝูงม้า
แล้วก็แยกย้ายกันขึ้นมาเพื่อไต่ขึ้นโบรโม
ม้าของตูเป็นม้าสีขาว ท่าทางเชื่องแล้วก็ว่าง่าย
ก่อนกระโดดขึ้นม้า ตูเอามือลูบหัวมันก่อน เพื่อทักทายมันอย่างเป็นมิตร
มันค่อยๆไต่ขึ้นเขา พื้นทางเดินเป็นขี้เถ้าภูเขาไฟ กลิ่นกำมะถันเริ่มแตะจมูกเรื่อยๆ
เจ้ามาสีขาวมาจอดส่งเราตรงตีนสะพาน
เราต้องเดินขึ้นสะพานไปยังปากปล่องภูเขาไฟ
เดินเหนื่อยเอาการ เพราะอากาศเบาบาง
ระหว่างทางก็มีคนท้องถิ่นมาขาย ช่อดอกไม้สวยๆ เค้าบอกให้อธิฐานแล้วโยนลงไปในภูเขาไฟ
บนปล่องภุเขาไฟมีควันโพยพุ่งขึ้นมาตลอด ภูเขาแข็งเป็นหิน ไม่อยากจะนึกถ้าตกลงไป
อือ หันไปมองอีกด้าน เป็นทางที่เราขี่ม้ามา สวยงามไม่แพ้กัน เป็นที่ราบทุ่งหญ้าสลับเถ้า ด้านหน้าเป็นเทือกเขาสีเขียวตัดกับขอบฟ้า มีBatokสีเหลืองทองอยู่ข้างๆ
เรามีเวลาทรึมซับความงามไม่มาก เพราะแปดโมงเราต้องออกเดินทางต่อ
พวกเรากลับมาโรงแรมเพื่อทานอาหารเช้าที่ทางโรงแรมเตรียมไว้ให้ เราเลือกเส็ดข้าวผัดนาซิโกแรงที่คุ้นเคย เพื่อความอยู่ท้อง
เรามีเวลาถ่ายรูปอีกนิดก่อนเดินทางกลับตอนแปดโมง
ไม่อยากบอกลาดินแดนแห่งสรวงสวรรค์แห่งนี้เลย ทุกคนต่างพร่ำเพ้อ
เราใช้เวลาเดินทางไปสนามบินสุราบาย่าเพียงสามชั่วโมง
แต่คนขับดูเหมือนจะไม่เร่งรีบ หรือว่ารถมันสบายกว่าเมื่อวาน เลยดูไม่ตื่นเต้นก้เป็นได้
เกือบสิบเอ้ดโมงแล้ว ไม่มีวี่แววสนามบิน
คนขับบอกว่ามาทางลัด แล้วอยู่ดีๆ แกก้มาจอดรถที่มินิมาร์ทเพราะหิวน้ำ
พวกเราก็บ่นพึมพำเพราะกลัวตกเครื่อง ด่าว่าคนขับกันไปต่างๆนาๆ
ไม่ถึงห้านาที ขับออกจากซอยก้เจอป้ายสนามบิน อิอิ ต้องขอโทษคุณลุงคนขับด้วยนะคราฟ
สนามบินสุราบาย่ากว้างใหญ่ทีเดียว หมายถึงบริเวณนะครับ ไม่ใช่ตัวอาคาร
เครื่องออกตอนประมาณเที่ยงครึ่งใช้เวลาสองชั่วโมง
จริงๆแล้วเราจองเครื่องไว้ตอนบ่ายสาม แต่มันดีเลย์ ทำให้เราต่อเครื่องที่KLตอนหนึ่งทุ่มไม่ทัน
เราจึงจำใจต้องขอเปลี่ยนไฟล์ทให้เร็วขึ้น ทำให้เวลาเราที่โบรโมลดน้อยลง โทษเค้าซะงั้น
เครื่องเที่ยวนี้คนน้อยมาก ผู้โดยสารประมาณครึ่งลำ
เลยนั่งกันสบายเลยทีเดียว นั่งไปซักพักก้ได้ยินลูกเรือพูดมึงกูกัน
อะจ้า เจอคนบ้านเดียวกันให้แล้ว เป้นสจ๊วดกะแอรคู่นึง ได้ทีเลยชวนพุดภาษาไทยกันเลย
กะจะใช้ตังอินโดให้หมดเลยกินมาม่าบนเครื่องซะเลย
นอนไปได้ซักพัก สจ๊วดไทยซึ่งเป็นPurserของเครื่องก็สร้างบรรยากาศ ให้ผู้โดยสารตื่นมาเล่นเกมส์
โดยจะถามคำถาม แล้วก็ให้ผู้โดยสารกดปุ่มตอบ
คำถามแรก What's this flight number?
ตุรีบกด เลยเป้นตุ ต้องเดินออกไปตอบคำถาม
สจ๊วดมันให้แนะนำตัว พาเราบอกว่ามาจากไทย มันก็วี๊ดวิ๊วใหญ่ ประมาณ "คนบ้านเดียวกัน แค่มองตากันก็เค้าใจดี"
ของรางวัลที่ได้เป็นกระดาษโน๊ตพร้อมปากกาจิ๋ว
คำถามที่สองเราก็รุ่นให้เพื่อนกดได้ คราวนี้เป็นลูกเรืออินโดถาม ฟังไม่เข้าใจ อินเดียข้างหน้ามันก็ท้วงให้พูดอังกฤษ
สรุปคำถามเรื่องราคาแพคเกจtransformerสรุปก้ได้คนอินโดตอบ
คำถามสุดท้ายสจ๊วดคนเดิมให้ออกมาร้องเพลง
อินเดียรีบกด แล้วก็ออกมาร้องเพลงชาติมัน อืออือ ได้รางวัลเป็นไข่ของเล่นซักอย่าง
สจ๊วดไทยยังคันได้อีก บอกว่า totally you have three eggs now. อิอิ ทะลึ่งข้ามประเทศเลยนะ
เรามาถึงKLตอนสี่โมงเย็oเพราะเวลาที่นี่เร็วกว่าสุราบาย่าหนึ่งชั่วโมง
แล้วก้ตระเวณอยู่ในLCCTที่คุ้นเคย หาข้าวกิน เดินชอป ดูของ
เรามีไฟล์ทออกจากKLกลับภูเก็ตตอนสองทุ่มครึ่ง
ไฟล์ทนี้คนเยอะมาก แอบภูมิใจเล็กๆ มีคนมาเที่ยวบ้านเราเยอะนะเนี๊ยะ เกือบเต็มไฟล์ทเลยทีเดียว
มาถึงภูเก็ตสองทุ่มครี่งครับ
Happy Ending
September 23 Selamat Jawa, Sawastrien Satru Bali Session IIวันที่ห้า
อากาศตอนเช้าที่บาหลีหนาว แทบไม่อยากลุกจากเตียง
อาหารเช้าวันนี้เป็นไข่เจียวกับขนมปัง อร่อยมาก เพราะรสชาติแบบไทย ถูกปากตู
วันนี้มีนัดกับมาเดย์จะไปที่หลักๆสองที่ เพราะตอนบ่ายกะจะมาเดินดูแถวในเมืองอุบุด
ที่แรกของเราคือBesakih ใครๆที่มาบาหลีคงจะรู้จักที่นี่ดี
เพราะเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในบาหลี อยู่บนเขา แล้วก็ไกด์โคตรดุ
พวกเราเตรียมการมาอย่างดีเพื่อรับมือกับไกด์เถื่อน
พอมาถึงที่จอดรถ เราก็ต้องเดินไต่เนินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ
จนมาถึงวัดใหญ่แห่งนี้
ดีที่เรามาตอนเช้าเลยยังไม่มีนักท่องเที่ยวมามากนัก
พอเดินเขาไปได้นิดเดียว ก็มีเจ้าถิ่นมาตอนรับเราอย่างที่คาดไว้
แผนเราคือจะทำทีไม่เข้าใจภาษาอังกฤษ สื่อสารกันงูๆปลาๆ ไกดิ์จะได้ไม่สนใจ
เออ มันคงคิดว่าพวกเราโคตรโง่อะนะ เลยบอกให้เดินขึ้นด้านข้าง
เดินไปด้านข้างขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีไกดิ์ตามก็พอชื่นใจ มันคงไม่อยากจะยุ่ง
แต่พอเดินๆไป ไหงมาโผล่ที่เดิม มาเจอพวกไกดิ์อีก
เออ คราวนี้ตุกะเพื่อนอีกสองก็ไม่สนใจแล้วคราฟ รีบเดินกึ่งวิ่งขึ้นไปเลย
ขึ้นไปเกือบถึงยอดสุดของวัด ในขณะที่มีไกดิ์วิ่งตามไล่จับ
เออ ตื่นเต้นดี
จนไกด์ตามาถึงตัว มันคงโกรธมากอะนะ วิ่งมาคว้าแขนตูไว้ แล้วก็ด่ากรูเชียว
เออ ตูก็ทำเป็นไม่สนใจ ไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ว่าไอหนุ่มนั้นมันคงโกรธมาก
สุดท้ายก็ต้องยอมให้ไกด์พาเดิน อะนะ หัวหน้าไกด์มาเองคราฟ เพราะคงเหนื่อยหน่าย อิอิ
จริงๆแล้วก้เข้าใจเค้าอะนะ ที่ต้องมีคนพาเดินเพราะมีบางส่วนของวัดที่ไม่ให้นักท่องเที่ยวเข้าไป
เหมือนวัดอื่นๆนั้นแหละ
แต่เบซากีก็ไม่สวยเท่า อูลันดานูแล้วก็ทานาล็อต
ก่อนจากก็ให้ค่าไกด์ไป50.000เพราะมาเดย์บอกไว้ว่าไม่เกินนี้ แต่หัวหน้าไมาเอากับเรียกไอหนุ่มบาหลีที่วิ่งจับตูมารับแทน
สีหน้ายิ้มแย้มคนละเรื่องกะตอนไล่ตูเลยนะ "โอมสานติสานติ ตันติยังปาเมส ซุกซะเมอ" ตูกล่าว มันยิ่งยิ้มใหญ่
จากเบซากีอันเลื่องชื่อ เราต้องไปแก้มือที่คินตามณีเพราะวันก่อนหมอกลง แต่วันนี้แดดโคตรจ้า
เราไปดูวิวภุเขากะทะเลสาบบาเตอร์ แล้วก็กลับ
เริ่มหิวแล้ว
ระหว่างทางกะจะแวะกินร้านอาหารที่นาขั้นบันได แต่โต๊ะสวยๆโดนจองหมด รมณ์เสีย
เลยกลับเข้าเมืองจบทริปวันนี้ วันนี้ทริปแพงกว่าทุกวัน350.000
ข้าวเที่ยงเรากินที่เดิมร้านอาหารในซอย แล้วก็แวะไปเดินดุของในตลาดอุบุด
ของขายเต็มไปหมด จริงๆแล้วกูถูกเยอะนะ ถ้าต่อ
แต่ส่วนใหญ่แม่ค้าจะตั้งราคาเวอร์เกินจริงซัก70%
เพื่อนนักชอปก็ซื้อของกันใหญ่
ตอนเย็นแอบเพื่อนไปกินหมี่ข้างถนน เป็นหมี่เนื้อขายบนมอไซด์ ราคาแสนถูกประมาณ10บาท
ลองท้องก่อนไปดูคาจัก การแสดงอีกอย่างของบาหลี
มาเดย์มารับเรากะเพื่อนอีกคนไปดู ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงไปถึงโรงละครแห่งหนึ่ง
Kecakเป็นการแสดงที่ไม่มีดนตรีประกอบ แต่ใช้เสียงของนักแสดงเป็นจังหวะ เหมือนโอเปร่าแต่เถื่อนกว่า
การแสดงเริ่มตอนหกโมงครึ่ง น่าตื่นเต้นกว่าเมื่อวานเยอะเลยคราฟ เพราะนักแสดงจะทำเสียงคาจักๆๆๆๆๆๆๆ
เป็นจังหวะ สลับกับการร้องเป็นเพลง
แล้วก็มีนางรำออกมารำ เรื่องราวคล้ายๆกับบาลองเมื่อวานแล้วก็มีเรื่องของรามเกียรติ์มาด้วย
ตอนสุดท้ายมีการลุยไฟ ไม่ดิ นั่งบนไฟเลยทีเดียว
น่าตื่นเต้นมาก
การแสดงจบเราก็ก็กลับมาเจอเพื่อนๆคนอื่นๆเพื่อทานอาหารเย็นร่วมกัน
ระหว่างทางแวะซื้อขนมกินเค้าเขียนว่าBandungเป็นพวกเต้าหูยััดไส้ทอด ถั่วงอกทอด กล้วยทอด อร่อยดี คล้ายๆขนมตอนกินเจบ้านเรา
มื้อแฟร์เววที่บาหลี เดินหาร้านที่ถูกใจอยู่นาน สุดท้ายก็ได้ร้านในซอยอีกร้านชื่อBudi's warung
อาหารทุกอย่างดีกว่าทุกร้านที่เคยกินมา ทั้งรูปลักษณ์และรสชาติแถมราคาไม่แพงพอๆกัน ถือเป้นการปิดท้ายบาหลีที่สวยงาม
กินเสร็จก็รีบเข้านอนเพราะพรุงนี้มีนัดกะมาเดย์ตอนตีสี่เพื่อไปสนามบิน
วันที่หก
ออกจากบาหลีตั้งแต่ไก่ไม่ขัน เหมือนตอนมาที่ไม่เห็นแสงตะวัน มาเดย์คิดเรา250.000
วันนี้เรามีไฟล์ทไปJogjakartaตอนหกโมงเช้ากับ lion air ราคาตั๋วคนละ 1214 บาท พวกเราต้องจ่ายairport taxของdomesticคนละ30.000
ก่อนเครื่องลงเราต้องตะลึงกับความงามของMerapi Mounth.ที่สูงเสียดฟ้า
เครื่องถึงยอร์คยาก็หกโมงกว่าใช้เวลาบินแค่หนึ่งชั่งโมง ที่นี่เวลาเท่าเมืองไทย หรือช้ากว่าบาหลีหนึ่งชั่วโมง
ไปถึงก็นั่งแท็กซี่ไปโรงแรมที่หาไว้ราคา55.000ต่อคันถูกกว่าบาหลีเยอะ แต่กรรม โรงแรมที่อยากพักเต็ม สุดท้ายก็ต้องเดินหา
ได้โรงแรมMetroสนนราคา150.000ต่อคืน
เอาของเก็บแล้วก็นั่งทานอาหารเช้าที่โรงแรมเพราะพรุ่งนี้เราจะไม่กินของโรงแรมเลยขอกินวันนี้แทน เราเลือกกินนาซิโกแลงกันหมดจาได้อยู่ท้อง แถมมีเบิ้ล
เศรษฐีอย่างพวกเราเลือกเช่ารถของโรงแรมสำหรับทริปวันของเรา ราคารถ400.000
เจ้าของเสนอราคาตั๋วเข้าPrambananกับBorobudurรวมคนละ210.000ถูกกว่าราคาหน้าตั๋วประมาณสองสามหมื่น มีเหรอจะปฏิเสธ มีเสนอก็ต้องสนอง
เรานัดออกจากโรงแรมตอนเก้าโมง
คนขับของเราวันนี้ไม่ค่อยพูดเพราะเค้าบอกว่าพูดอังกฤษไม่ค่อยได้
ที่แรกของเราคือวังสุลต่านแห่งเมืองยอร์คจาการ์ตา
ที่นี่เมื่อก่อนเป็นเมืองหลวงของอินโดนิเซีย ก่อนเข้าวังก็ต้องซื้อบัตรผ่าน จ่ายค่ากล้องถ่ายรูปก่อน
แล้วเข้าก็จาเรียกไกด์มาพาชม
ด้านในดูดีทีเดียว ปัจจุบันสุลต่านองค์ที่สิบยังประทับอยู่ที่นี่แล้วก็เปิดให้ชมได้ด้วย
ที่สะดุดตาเพราะของตกแต่งส่วนใหญ่จะมาจากเมืองนอกทั้งน้าน
มีตราประจำราชวงศ์ดูดีมากมาย
นอกจากนี้ยังมีTea Houseเป็นเรือนชงชาเพราะสุลต่านโปรดเสวยชา แล้วก็มีผ้ชงชาประจำพระองค์ที่สืบทอดกันมาเป็นตระกูลชงชาโดยเฉพาะ
จากวังสุลต่านเราก็ไปWater palaceใกล้ๆ แต่ขอบอกว่าผิดหวัง
ไม่มีไรเลย ข้างในมีสระน้ำที่ไม่มีน้ำ
แต่เด็กๆอินโด มานั่งวาดรูปกันเต็ม
จากนั่นก็ไปPrambananมรดกโลกหมายเลข642
เป็นปราสาทวัดแบบฮินดู คล้ายๆพนมรุ้งบ้านเรา แต่มีบางส่วนที่กำลังบูรณะเพราะแผ่นดินไหว เลยมีบางปราสาทถล่มลงมา
จริงๆแล้วตัวปราสาทมีนิดเดียวแต่บริเวณรอบๆทำยังกะอุทยาน เป็นสวนสุดลูกหูลูกตา
เที่ยงกว่าแล้วเราเลยทานอาหารกันที่ร้านในparkนั่นแหละ บรรยากาศดี มีสวนกวางอยู่ข้างๆ
อาหารอร่อยแล้วก็ไม่แพง
ที่สุดท้ายคือไฮไลต์ของอินโดก็ว่าได้Borobudurหรือบุโรพุทโธอดีตสิ่งมหัศจรรย์ของโลก เป็นมรดกโลกหมายเลข592 ไม่ได้ใบ้หวยนะ
ที่นี่ก้เป็นปาร์คเหมือนกันขับรถจากตัวเมืองเกือบชั่วโมง นั่งหลับตลอดทางเลย
แต่มาแล้วไม่ผิดหวัง
อลังการ มหัศจรรย์ สมชื่อ
แถมวิวสวยมาก ไม่ผิดหวังคราฟ
เสร็จจากวัดพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก เค้าอวดสรรพคุณมาอย่างนั้น
เราก้แวะซื้อตั๋วรถไฟกัน เออแต่ค่อนข้างจะทุรักทุเรซักหน่อย เพราะไม่มีภาษาอังกฤษเลย
แต่ก็ได้มาจนได้ค่าตั๋วไปสุราบาย่ากูเบงราคาคนละ 85.000
ปิดท้ายวันกับการชอปปิ้งที่ Marioboro ของขาย ของฝากเต็มไปหมด ราคาต่อรองได้
บางอย่างมีขายที่บาหลี แต่ที่นี่ถูกกว่า
ที่Jogjaมีรถม้ากับรถจักรยานสามล้อปั่น ดูดีมากมาย
เรากินข้าวเย็นกันที่KFCริมถนนมาริโอ่นี่แหละราคาพอๆกับบ้านเรา
แล้วก็นั่งแทกซี่กลับโรงแรม
แต่ใครจะไปคิด คุณลุงคนขับดันพูดอังกฤษไม่ได้ บอกชื่อโรงแรมก็ไม่รู้จัก
โชคดีที่ตูมีใบเสร็จโรงแรมอยู่เลยให้ลุงดู เออ.....โรงแรมดันมีสองที่อะคราฟ
ไปที่แรกไม่ใช่ เริ่มหวั่นใจหละ ลุงคนขับก็ถามคข้างทางตลอด
สุดท้ายแกก็โทรไปหาโรงแรม
ในที่สุดก็ได้กลับบ้าน เฮ้อ
ติดตามต่อครับ พรุ่งนี้เป็นวันสุดยอดของพวกเรา
September 17 Selamat Jawa, Sawastrien Satru Bali Session Iทริปที่แพลนกันมานานหลายเดือน เพราะหางแดงเพื่อนรักที่เชื้อเชิญเราเหลือเกิน
และแล้วทริปที่ไม่ใช่ฝันมันก็เป็นความจริง................................................................
เราทั้งหกออกเดินทางจากภูเก็ตตั้งแต่พระอาทิตย์เพิ่งจะมายิ้มทักทาย
แต่ยังไม่ทันที่เพื่อนรักจะพาเราไป สายฝนก็มาส่งเรานานนับชั่วโมง
ประมาณหนึ่งชั่วโมงให้หลัง เราจึงออกเดินทางจากเกาะภูเก็ตสู่KL
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่เวลาที่KLเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมงเสมือนบินสองชั่วโมง อิอิ
กว่าจะถึงLCCTก็เกือบเที่ยงแล้ว อยากจะหัวเราะ ฝนแอ่งตกหนักจิอาย
จากแอร์พอร์ตนั่งsky bus เข้าตัวเมือง จำได้ว่านั่งหลับตลอดเกือบชั่วโมง
มาตื่นเอาตอนเข้าตัวเมืองKLแล้ว ฝนไม่ยักกะตกอะ รถมาจอดที่KL central
พอลงจากรถก็เริ่มเดินงงแล้วครับ เดินวนไปวนมาพอเป็นพิธี เลยตัดสินใจถามinfo. counter
เดินออกจากสถานีไปไม่ถึงห้านาทีก้เจอที่พักที่จองไว้ YMCAKL
มีเวลาไม่มาก หาข้าวมันไก่ หมูกรอบกินแถวบ้าน เราก็ออกตระเวณในตัวเมืองกันเลย
ไปไหนก็นั่งรถไฟฟ้า สะดวกสบาย ราคาถูกกว่าเมืองไทยซะอีก
ที่แรกก้ต้องตึกแฝดสัญลักษณ์ประเทศเเค้าหละ ตึกปรีโตนาส
เดินวนอยู่ข้างในเพราะฝนเริ่มลง แล้วก็ไปต่อแถวจัตุรัสเมอเดการ์ ลานอิสระภาพของเค้า
เดินวนๆไปchina town พวกเพื่อนนักชอปก็มีความสุขกันใหญ่
ไอเราไม่มีไรถูกใจก็ยืนเป็นอาตี๋กะเพื่อนมาเลอีกคน กลมกลืนจนพ่อค้าแม่ค้าไม่สนใจ
รอขบวนพ่อช่างซื้อเดินชอบกันหนำใจ
หาข้าวกินแล้วก็เดินกลับไปดูแสงไฟยามค่ำคืนแถวเมอเดการ์อีก
แต่เสียดายหวะ ไม่สวยเหมือนครั้งก่อนๆ
ถ่ายรูปพอเป็นกะไส กลับบ้าน หาไรกินก่อนนอน
วันที่สอง ตื่นตั่งแต่เจ็ดโมงมากินอากหารเช้า
เจ้าหน้าที่ที่YMCAน่ารัก บริการดี มีทั้งมาเล ไทย แล้วก็พม่า อะนะ
เช็คเอ้าแล้วก็ออกเดินทางไปเมืองใหม่ Putrajaya นั่งรถไฟฟ้าไป โคตรดูดี
เมืองดูดี มีระเบียบ นั่งรถเมล์สาย300เข้าตัวเมือง
บนรถมี ฝรั่ง กะวัยรุ่นกรุ๊ปจีนนั่งรถไปกะเรา
นั่งรถไปต่างคนต่างมอง พอมีคนลงก็เดินตามกันลงไป
เดินแบบไม่มีทิศทางเห็นตึกรัฐบาลเค้ากะเดินกันมั่วๆ ไอพวกกรุ๊ปอื่นเห็นเราเดินก็เดินตาม เออ ขำขำ
เดินลงบันไดมาเรื่อยๆ ก้เจอ โอววววแม่เจ้า สวยจริง มัสยิดสีชมพู มีลานธงชาติแล้วก็ธงแต่ละรัฐอยู่ข้างหน้า
ถ่ายรูปกันกลางแดดจ้า อากาศผิดกับเมื่อวานยังกะอยู่คนละประเทศ
ที่มัสยิดสีชมพู ผู้หยิงมี่ไม่ใช่มุสลิมต้องใส่ชุดหอกหวอดทับ ย้ำหว่าหอกหวอดเจงเจง ยะกะหลุดแฮรี่พอตเตอร์มา
มิสยิดตั้งอยู่บนทะเลสาบ ด้านข้างมีวิวสะพานแขวน อือคนเราช่างเนรมิตจริงๆ
เกือบเที่ยงเราก็นั่งรถไฟกลับ กินนาชิโกแลงกันที่ สถานี อร่อยโคตร เหลือเวลาอีกสามชั่วโมงก่อนกลับสนามบิน
ไม่อยากให้เวลาสูญเปล่า ดีที่ใกล้ๆมีพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอยู่
เดินผ่านโรงแรม Le MeridienกะHiltonที่ติดกัน ก่อนถึงพิพิธภัณฑ์ เออใกล้มาก
ข้างๆมีTourist Info. Center แล้วเราก็เจอแผนที่กันที่นี่ ก่อนกลับ55555
ทีแรกก็บ่นพึมพำว่าที่นี่ขี้เหนียวไม่ยอมผลิตมาแจกนักท่องเที่ยว จริงๆแล้วพวกตูโง่เอง อิอิ
ที่พิพิธภัณฑ์ ทำดี มีเรื่องราวประเทศตั่งแต่ยุคหินจนยุคปัจจุบัน
ดูกันเพลิน เย็นสบาย ลืมอากาศข้างนอกกันไปเลย
ประมาณห้าโมงเย็นเราก็นั่งรถกลับLCCT
กินMacที่ราคาก็ไม่ต่างจากบ้านเรา ก่อนบินต่อไปDenpasarเครื่องออกประมาณสามทุ่ม
จากKLไปบาหลีใช้เวลาสามชั่วโมงทั้งนั่งทั้งนอน กรอกอิมมิเกรชั่นสามแผ่น เยอะมาก
กว่าจะถึงบาหลีก็เที่ยงคืน 5555 ที่นี่เวลาเหมือนKL
พอออกนอกสนามบิน โอ้ว เตรียมรับมือครับ แทกซี่หน้าเลือด
ต่อกันพอเป็นพิธี สรุปได้รถแวนราคา300.000IDRจริงแล้วน่าจะถูกกว่านี้แต่เห็นว่าเที่ยงคืนแล้ว เลยขี้เกียจต่อ
ขึ้นรถได้พี่คนขับแกก็เปิดเพลงบิ้วบรรยากาศพวกกรูกันเลย บาหลี๊บาหลี
ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงอูบุด แต่กำที่โรงแรมไม่ยอมคอนเฟิมพวกกรุ เลยต้องมาวอคอิน
ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำต้อนรับ โฮมเสตย์ โรงแรม แอ่งปิดหมด ยังกะเมืองล้าง
ต้องบุกกันตามตรอกตามซอย บางที่เจ้าของก็งัวเงียมารับกรูเชียว พร้อมคำตอบFull
วายันคนขับรถของเราก้ดีเหลือเกิน พาขับรถหาแม้ว่าฝนจะตกแล้วก็ดึกมาก
กว่าจะได้ก็ตีสองกว่าแล้วต้องขอบคุณเจ้าของที่มาเปิดประตูรับกรูท่ามกลางสายฝน
ที่พักอยู่ในซอยอาจูน่า ถนนป่าลิง ชื่ออาจูน่าเหมือนชื่อซอย ราคา150.000ต่อคืนโคตรถูก
บอกลา วายัน พร้อมสินน้ำใจอีก50.000
ก่อนนอนเดินออกไปซื้อน้ำกันตาย ดีที่มีมินิมาร์ท24ชั่วโมง กรูกะนัดโซ้ยมาม่าร้อนๆคัพละ10บาทก่อนนอน
ไม่มีเวลาสำรวจ ต้องรีบอาบน้ำนอน กำไม่มีน้ำร้อน
วันที่สาม แต่เป็นเช้าแรกที่บาหลี
อากาศไม่มีทีท่าจาเปลี่ยนแปลง ยังคงตกปรอยๆ น่านอน
ต่ืนมาก็เก้าโมงแล้วกินเซทอาหารเช้าที่โฮมสเตย
ดูดี มีfruit salad, tea/coffee แล้วก้ให้เลือก scramble on toast/banana pancake
อิ่มแล้วก็ต่อลองราคาไปทัวร์กัน400.000
ที่แรกไปคินตามณี ดูวิวภูเขาไฟบาร์เตอแล้วก็ทะเลสาปบาร์เตอ ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านต่างๆ สลับ ไร่ นาขั้นบันได
บาหลีเป็นเกาะที่คงความเป็นเอกลักษณืไว้ได้ดีจริงๆ
เพราะบ้านที่นี่แต่ละหลังจะเหมือนๆกัน เป้นหลังเล็กๆอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ ตรงลานบ้านเป็น ลานพิธีกรรม มีแท่นเทวรูปฮินดูต่างๆ ดูแล้วมีมนต์ขลังผสมความน่าเกรงขาม
ระหว่างทางผ่านบ้านหลังหนึ่งกำลังเตรียมจัดงานแต่งงานตอนเย็นนี้ เป็นบ้านเจ้าบ่าว เพราะที่นี่เจ้าสาวต้องมาขอเจ้าบ่าว อิอิ
ไม่นานเราก็มาถึงคินตามณี แต่มองไม่เห็นอะไรเลย เพราะฝนตก หมอกหนา มาเดย์พลขับเลยพาไปชมวัดก่อน
วัดบนเขาTegeh Keripanต้องบอกว่า สวย ด้วยบรรยากาศที่มีหมอกหนาว ยะกะหลุดไปอยู่อีกมิตินึง
ไม่ได้เว้อ แต่รู้สึกได้จริงๆ
เที่ยงนี้เราแวะกินข้าวที่คอนตามณีกับร้านบุฟเฟ่อันเลื่องชื่อ
พี่ไทยอย่างเรามาแล้วก็ต้องต่อได้ราคา60.000ต่อคนรวมsercharge20%
อาหารอร่อยดีมีพวกข้าวผัด สะเตะ ผัดผัก ทอดมันข้าวโพด ว่าไปมันก็เหมือนบ้านเรา
จากร้านอาหารPanca Yogaเราก็เดินทางต่อไปวัดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ Pura Tirta Embul คำว่าPura แปลว่าวัด
มาถึงวัดท่ามกลางสายฝนก้มาเจอพี่ไทยกรุ๊ปใหญ่มาเที่ยว เลยทำเนียนๆไปฟังไกด์บรรยาย
ที่นี่เป้นวัดที่คนบาหลีจะมาขอพร อาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ คงจะคล้ายๆแม่น้ำคงคาในอินเดียละมั้ง แต่สะอาดกว่า เพราะน้ำใสแจ๋วจริงๆ
ด้านข้างเป็นบ้านพักประธานาธิบดีอินโดด้วยคราบท่าน เออเส้นใหญ่เจงๆ
ตางทางออกไกด์บอกว่า เชิญshopกันให้หนำใจ ทีแรกก้ไม่คิดไร
แต่โอ้ มีร้านขายของเป็นทางยาวสองข้างทางลดเลี้ยว กว่าจะถึงที่จอดรถ
ไอคนขายก็ช่าง พูดไทยซะคล่อง
แถวต่อได้อีก 70%เห็นจาได้ ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายสนุกขึ้นมาทันตา ได้ของไปหลายอย่าง
เราเล่นมุขแบบต่อแล้ว ถ้าไม่ได้ก้เดินออก สุดท้ายคนขายก็เรียกกลับมาล่ำไป สนุกกันลืมเวลากันไปเลยคราฟ
ที่สุดท้ายของวัน Gunung kawi วัดโบราณสมัยกษัตริย์ชวา แต่เดินโคตรไกล เดินขึ้น ลง ผ่านแปลงนา ขั้นบันได สวยๆ
ที่นี่มีเจดีย์ผาหิน สวยดีครับ
บรรยากาศเริ่มมืดแล้วต้องรีบกลับ
นั่งรถกลับเข้าอุบุด ได้แต่ผวนาให้พรุ่งนี้อากาสดี
กินข้าวเย็นกันที่ร้านArimas อร่อยดีแถมไม่แพงเลย
เดินเล่นๆแถวubud palace ก่อนเข้านอน
ก่อนเข้าบ้าน ดันเดินไปเจอที่พักใหม่อยู่ตรงข้ามกับอาจูน่า
ชื่อว่าซัวเซน่า เป็นตึกใหม่พึ่งสร้างน่าพักมาก
เลยลองเข้าไปถาม มีพนักงานออกมาพาไปดูห้อง ชื่อนิวแมน
ห้องโคตรสบาย ราคา250.000 ต่อลองกันสักพักได้180.000ต่อคืน
เลยจองไว้สองห้อง นัดย้ายเข้าเก้าโมงเช้าพรุ่งนี้
นิวแมนบอกไม่มีปัญหา
กลับมาอาบน้ำเย็นก่อนนอน
วันที่สี่
ตื่นแต่เช้ามาดูคุณยายเจ้าของโฮมสเตย์ทำพิธี
จะมีกระทงเล็กๆใส่ดอกไม้ ขนม ข้าว กับข้าว วางแต่ละแท่นพิธี
แล้วก็มีตั้งตามพื้น เพราะคนบาหลีนับถือเทพเจ้ามก จะมีการไหว้กันทุกวัน
เดินตามถนนก็มี
วันนี้นัดมาเดย์ไว้ตอนเก้าโมง ก่อนออกก็กินอาหารเช้าก่อน
แล้วก็ยกกระเป๋าไปเก็บไว้ที่พักใหม่
ทริปวันนี้ของเราเริ่มต้นที่วัดTaman Ayunเป็นวัดหลวงของบาหลี
ด้านในกว้างมาก มีแต่คนบาหลีสวมชุดขาวกันมาทำพิธี
สืบได้ความว่าวันนี้วันพระจันทร์เต็มดวง เป็นวันพิเศษ
คงประมาณวันพระบ้านเรา
วัดนี้มีหอคอยให้ขึ้นไปดูวิวด้วย แต่ขึ้นไปแล้วไม่มีไร
มีแต่ฝรั่งตัวใหญ่ค่อยๆเดินขึ้นบันไดแคบๆเล็กๆ กว่าจะถึงบนหอคอย ทุรักทุเรเอาการ น่าสงสาร
จากนั้นก็ไปวัดUlan Danuที่ทะเลสาบฺBeratanขึ้นเขาลงห้วยเอาการเหมือนกันกว่าจะถึง
ระหว่างทางเพื่อนร่วมทริปนึกถึงสตรอเบอร์รี่เลยลองถามมาเดย์ดู
ที่แรกไม่คิดเลยว่าบาหลีจะมีด้วย ไอเราก้คิดว่ามันต้องเป็นแบบภาคใต้บ้านเรา
ที่ไหนได้ระหว่างทางมีสตรอเบอร์รี่ขายกล่องละ15บาท ถูกใคตร เลยซื้อไป แปดกล่อง
นึกๆไปมันก็เหมือนภาคเหนือบ้านเราอะนะ ถ้าคำนวณจากเส้นศูนย์สูตรแล้วคงห่างพอๆกัน แต่มีทะเล เออดีหวะ
นอกเรื่องจัง เล่าต่อ...พอลงเขามา ว๊าววววววววววทะเลสาบโคตรสวย อากาศเย็นสบายมาก
ลืมความหิวกันไปเลย พวกเราตัดสินใจเข้าวัดก่อน เรื่องกินเรื่องเล็ก
ที่นี่มีวิหารยื่นไปในทะเลสาบ สวยมาก เคยเห็นแต่ในรูป ไม่นึกเลยว่าของจริงจะสวยเกินบรรยาย
ว่าไปภาพถ่ายก็ไม่สามารถเก็บความงดงามได้หมด ต้องเห็นด้วยตา สัมผัสได้ด้วยใจ ซะงั้น
มีคนบาหลีมาทำพิธีเต็มเลย มากันเป็นครอบครัว คนอินโดเองก็มาเที่ยวเยอะ
ออกจากวัดเราก็ข้ามถนนมากินข้าวราดแกง วาลุง แบบชาวบ้านบาหลีกินกัน
อร่อยดี รสชาติจะไม่เผ็ดมาก ออกหวานๆโดยส่วนใหญ่
ที่ต่อไปเราจะไป อารามกลางน้ำ สัญลักษณ์อีกที่ของบาหลีTanah Lot
ระหว่างทางเดินเข้าไปก้เจอพี่ไทยกรุ๊ปเดียวกับเมื่อวานอีกแล้ว ชอปกันกระจาย
กว่าจะถึงวิหารที่ว่า ร้านขายของยาวเหยียด ดูจนลายตา นักท่องเที่ยวก็เยอะเดินกันยั่วเยียะ อิอิ
ตอนที่เราไปถึงประมาณห้าโมงคงได้ น้ำลดแล้วเลยเดินลงไปถึงอารามได้เลย
แต่คลื่นที่พัดมากระทบฝั่งก็แรงใช้ได้อยู่ มีหาดทรายเล็กๆสลับกับหินโสโครก มีสาหร่ายสีเขียวขึ้นเป็นหย่อมๆ
แต่อารามที่บาหลีเข้าห้ามนักท่องเที่ยวเข้า นอกจากคนบาหลีเอง เราเลยได้มองอยู่แต่ข้างนอก
แล้วก็เดินขึ้นเนินไป เป็นหน้าผายื่นออกไปในทะเล เห็นวิวทะเลและอารามทานาลอต ชัดเจน สวยงาม
พระอาทิตย์เริ่มจะตกแล้วแต่เราต้องรีบกลับ เพราะเรามีนัดต่อในคืนนี้
ระหว่างทางกลับ เราเจอคนบาหลีแก้ผ้าอาบน้ำกันในคลองข้างถนน คงเป็นเรื่องธรรมดาของเค้า แต่สำหรับเราไม่ธรรมดา
รถมาถึงอูบุดหกโมงครึ่งน่าจะได้
ค่ำนี้เรามีนัดกับระบำบาลอง บาเก็งที่Ubud Palaceสนนราคาคนละ80.000
เรารีบเข้าไปจับจองที่นั่งกัน แต่ไม่ได้เป็นเรากลุ่มแรก เพราะที่นั่งด้านหน้าเต็มหมด
เราเลยไปนั่งด้านข้างๆเวทีแทน
ระบำกำลังจะเริ่มก็มีคุณยายออกมาทำพิธีก่อนแล้วนั่งดนตรีก็ออกมาโหมโรงเรียกน้ำย่อย ก่อนที่ ตัวแสดงจะออกมาโชว์ลีลา
เห้นแล้วก็เมื่อยตาแทน เป็นเรื่องราวของSisya กลุ่มแม่มดในหมู่บ้านDirahที่มีแม่มดรุ่นยายอย่างRangdengเป็นผู้สอน
ต่อมาทางการส่งพ่อมดฝ่ายดีมาปราบ จนชนะ แม่มดพ่ายแพ้จึงแปรงกายเป็นสัปราด นามว่าRangda พ่อมดเลยแปรงกายเป็นBarong เพื่อปกป้องชาวบ้าน
การแสดงน่าสนใจดี แต่ไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่
กลับจากการแสดงเราก็ทานอาหารมื้อดึกกันที่Balina Lagoonร้านสีเขียวในซอยแถวบ้าน อาหารไม่ค่อยอร่อยเท่าร้านเมื่อวานแต่ก็โอเค
August 20 Chiang Mai in Augustห่างหายจากการอัพเสปสไปนานมาก
เพราะไม่มีทริปไปไหน
ชีวิตก็เรื่อยเปื่อยไปกับงาน
ทริปเชียงใหม่ของแองจี่ก็มาถึง
จองตั๋วไว้นานมาก ซักประมาณสามสี่เดือนที่แล้ว
เหตุเกิดจากตั๋วโปรโมรชั่นของสายการบินหนึ่ง ที่ดึงดูดใจเสียเหลือเกิน
ทำให้พวกเราได้ทิ้งความวุ่นวายที่โรงแรมไปพักผ่อนตามประสา
..................................................
ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตูขาออก สนามบินเชียงใหม่
ดูเหมือนทุกอย่างช่างเป็นใจเสียเหลือเกิน
ฝนตก ไฟดับ ราวกับพายุเข้า
"แปลกที่ไฟสำรองก็ไม่มี" เจ้าหน้าที่Budgetที่เอารถมาส่ง กล่าว
"ไม่แปลกหรอก ของเค้าแรง" กรู เสริม
หลังจากหาที่พักได้แล้ว ก็ออกตระเวรเที่ยว
แทบจะรอบเมือง แล้วก็ถนนคนเดินที่ท่าแพ
ปิดท้ายด้วย O> ผับชื่อพม่าที่มีแต่แม้วไปเทียว
คนไม่มี แถมเกือบโดนเด็กแว้นตืบ ขำขำ
สายๆของอีกวันออกตระเวณหาของเมืองๆกิน
ก่อนจะย้ายที่พักไป ปางสวรรค์ บางคนในทริปเรียก "พวงสวรรค์" XX
แล้วก็ไปชิวแถวแม่ริม นั่งจิบกาแฟชิวๆ บรรยากาศดีมากกกกก
ก่อนจะกลับมาทำสปาแถวกาดสวนแก้ว
กิน อือ ไม่ใช่ กวาดอาหารกันต่อที่กำแพงดิน
ใช้เวลาบดอาหารกันไม่ถึงยี่สิบนาที เพราะไม่มีบทสนทนาบนโต๊ะ
จะคุยด้วยก็กับเจ้าของร้าน "ข้าวนึ่ง สอง น้ำพริกหนุ่มอีก สอง"
",มาเร็ว เครม เร็ว" เพื่อนๆต่างลงความเห็น
ค่ำนี้ไม่พลาดอีก O> ผับชื่อเหมือนร้านขายผ้าใต้โรงแรมชื่อวีไอพี
คนเยอะโคตร แต่ร้านดูดีมาก กรูชอบ
สายๆของอีกวัน
ไปสะเมิง ขึ้นเขาลงดอย ดูไร่ฟักทอง ถั่วฝักยาว
วิ่งเล่นในนาข้าว (ไม่ใช่ควาย) จนชาวบ้านแตกตื่น
กลับเข้าเมือง นึกได้ว่ามาเจียงใหม่ ต้องไปไหว้พระซะบ้าง
เลยไปดอยสุเทพ นิดนึง (เดี๋ยวจาโดนประนามว่ามาไม่ถึงเชียงใหม่)
ลงจากดอยก็ไปเดินเล่นต่อในเมือง เดินซะเหนื่อย
รถที่ขับมาก็ดันผ้าเบรคมีปัญหา เลยได้ทีเปลี่ยนรถ จาก Civic เป็น Wish ซะงั้น
สะบายพวกกรูเละคราฟ พี่น้อง
วันนี้พักผ่อน งด ผับ บาร์ จะได้รู้สึกว่ามาถึงเจียงใหม่ เมืองวัฒนธรรมนะกา
ก่อนนอนก็ที่เดิม ถูกใจพวกตรูสุดสุด กำแพงดิน
แต่วันนี้ เครื่องบดอาหารทำงานหนัก เดินเข้าออกสองร้าน ไม่ขาดจังหวะเลยคราฟท่าน
ทำไปได้
สายๆของวันกลับแวะซื้อของกินที่กาดหลวง
วนรถเที่ยวกันในเมืองเป็นรอบที่ร้อย
ก่อนจามาตื่นเต้นกะไฟล์ทกับ
เนื่องด้วยมีเวลาต่อไฟล์ทน้อยมาก ตอนจองทำไมไม่คิด(กรูจองเอง)
เลยแบ่งกันเป็นทีม เช๊คอิน รับกระเป๋า และซื้ออาหาร
วิ่งกันจนขาลากที่สุวรรณภูมิ
ขอบอกว่าขาลากจริงๆ เหนื่อยจิบฮาย
สุดท้ายพอมาที่เกต สาดสาด ยังไม่มีใครขึ้นเครื่อง
วิ่งกันแทบลมจับ ตลบชิบเป๋งเลย
อ่านเข้าใจมะ ถ้าไม่เข้าใจ โทษษ ตูเองยังงง อัพไรลงไปวะ March 19 Yao Noi ReUnion Tripทะเล แสงแดด
กลับมาอีกครั้งกับช่วงเวลาดีดี
เกาะยาวน้อยที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม
เมื่อได้สัมผัสก็รู้สึกได้ถึงธรรมชาติแสนวิเศษ
ป่าเกาะที่สวยงามราวจับวาง
อาหารทะเลสดสด
ผู้คนใจดีและแสนซื่อ
เงียบสงบและสุดปลอดภัย
เหนือสิ่งอื่นใด เพื่อนรัก
ที่ไม่มีการแสดงละครในชีวิต
เพราะคือตัวตน และความเป็นจริง March 12 วันหยุดช่วงนี้หยุดยาว
เพราะมีนัดกะเพื่อนๆจะไปลงเกาะ
จะได้พักผ่อนหย่อนใจซักที
ก่อนที่จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงกับชีวิต มากมาย
จะเปลี่ยนตำแหน่งงาน ไปหาเรื่องใส่ตัวให้มากขึ้นเพื่อเงินที่มากขึ้น
ถ้าไม่ชอบจะได้ลาออกเร็วๆเหมือนเพื่อนๆหลายๆคน
หลังจากนั้น
จะได้ไปใช้ชีวิตอย่างที่ต้องการ
เปิดกิจการของตัวเอง
เอิ๊ก เอิ๊ก ความฝัน
ช่วงนี้รู้สึกเบื่อๆยังไงมะรู้
อยากใช้ชีวิตคนเดียว ไม่อยากมีใคร
อยากมีแต่เพื่อนแล้วก็กิ๊ก
ตื่นเต้นจังจาได้รวมกลุ่มกันอีกครา
แล้วเจอกัน ReUNION TrIP
March 05 วันแห่งความรักไปงานแต่งงานเพื่อนมาหลายงานแล้ว
ต่างคู่ ก็มีความรักและจุดเริ่มต้นที่หลากหลาย
คบกันมาสี่ห้าปี บ้างก็เป็นสิบปี
และก็มาลงเอย ด้วยการใช้ชีวิตร่วมกัน
แต่งงานกัน มีลูกหลาน ไว้ดูแล
ชีวิตมนุษย์...............
เราเองหละ
ต้องคำสาป อิอิ
|
||||
|
|